ต่างมุมมองของไทย-ลาวบน “สนามรบร่มเกศ” การรบที่ไทยใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท

“สนามรบร่มเกศ” เป็นเหตุความไม่ลงรอยกันชายแดนไทย-ลาว ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาแล้วกว่าสามทศวรรษ เกิดขึ้นรอบๆหมู่บ้านร่มเกศ อำเภอชาติน่าอัศจรรย์ จังหวัดพิษณุโลก มีการปะทะกันด้วยกำลังทหารอย่างหนัก ทหารทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บแล้วก็เสียชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว

ปัญหาความไม่ถูกกันพื้นที่วิวาทจะต้องสืบย้อนกลับไปในยุครัชกาลที่ 5 เมื่อประเทศฝรั่งเศสและก็ไทยได้มีการพูดจาปักปันชายแดนขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2447 ในพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยแล้วก็ลาว (ในช่วงเวลานั้นลาวเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส) การสนทนาได้ปฏิบัติเรื่อยๆมาจนกระทั่งวันที่ 23 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2450 (คริสต์ศักราช 1907) มีการทำข้อตกลงปักปันพรมแดนขึ้น โดยได้ระบุพรมแดนไว้ว่า

“เขตรดินแดนเมืองหลวงพระบางนั้นตั้งแต่ทิศใต้ในแม่น้ำโขงที่ปากน้ำเหือง แล้วถัดไปตามลำธารเหืองนี้ จนกระทั่งที่ทารกน้ำนี้ที่เรียกชื่อว่าภูเขาเมี่ยง ต่อนี้เขตรดินแดนไปตามเขาบันน้ำตกแม่น้ำโขงข้างหนึ่งกับตกแม่น้ำเจ้าพระยาอิกข้างหนึ่ง จนกระทั่งที่ในลำแม่น้ำโขงที่เรียกว่า แก่งหน้าผาใด ตามเส้นเขตแดนที่ผู้ตัดสินปักปันเขตรดินแดนได้ตกลงกันไว้แม้กระนั้น วันที่ 16 ม.ค. รัตนโกสินทรศก 124 คฤสตศักราช 1906”

แต่ว่า ในสมัยถัดมาไทยกับลาวได้แปลความสัญญาแตกต่างกัน เพราะเหตุว่ามีแม่น้ำเหืองสองสายเป็น แม่น้ำเหืองป่าหมัน แหล่งกำเนิดที่ภูเขาสอยดาว (สายธารด้านทิศตะวันตก) รวมทั้งแม่น้ำเหืองงา แหล่งกำเนิดที่ภูเขาเมี่ยง (สายธารด้านทิศตะวันออก)

slotxo

ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็น ลาวยึดเอาแม่น้ำเหืองป่าหมันเป็นเส้นเขตแดน ส่วนไทยยึดเอาแม่น้ำเหืองงาเป็นเส้นเขตแดน รอบๆระหว่างแม่น้ำสองสายซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านร่มเกศก็เลยเปลี่ยนเป็นพื้นที่วิวาทที่ต่างข้างต่างอ้างเป็นของตน ซึ่งพื้นที่วิวาทมีพื้นที่ราวๆ 70 ตารางกิโลเมตร โดยลาวบอกว่าพื้นที่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วอยู่ในเขตดูแลตาแสงสว่าง นาบ่อน้อย เมืองบ่อแตน ตำบลไชยะบุรี

แผนที่โต้เถียงบ้านร่มเกศ (ภาพที่เอามาจาก วิศวกาญจน์ ขว้างลสาร. “การขัดกันระหว่างลาว-ไทย ที่บ้านร่มเกศ ในความเห็นหนังสือพิมพ์ลาว ตอน คริสต์ศักราช 1987-1988”. สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ทวีปเอเชีย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2552.)
บ้านร่มเกศ
รอบๆบ้านร่มเกศตั้งอยู่บนเทือกเขาสูง แรกเริ่มเป็นฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์ ภายหลังที่รัฐบาลไทยมีนโยบายนำลัทธิคอมมิวนิสต์ออกมาจากป่าด้วยคำบัญชานรที่ 66/23 โดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รวมทั้งสนับสนุนให้ลัทธิคอมมิวนิสต์เปลี่ยนเป็นผู้เข้าร่วมปรับปรุงชาติไทย รัฐบาลไทยก็เลยจัดแบ่งพื้นที่รอบๆรอยต่อจังหวัดพิษณุโลกกับจังหวัดเลยให้เป็นที่พักที่อาศัยของชาวม้ง เมื่อราว พุทธศักราช 2526 ให้ชื่อว่า “บ้านร่มเกศ”

บ้านร่มเกศมีราษฎรโดยประมาณ 100 ครอบครัว กว่า 680 คน โดยส่วนมากเป็นชาวม้ง แต่ว่าในตอนนั้นยังมิได้รับการก่อตั้งจากทางด้านราชการอย่างเป็นทางการตามพรบ.ลักษณะดูแลท้องที่ ก็เลยยังคงใช้การปกครองหมู่บ้านตามแบบชนเผ่าอยู่ โดยมีกองทัพภาคที่ 3 เข้าควบคุมดูแลพื้นที่เพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ถัดมา พุทธศักราช 2528 รัฐบาลไทยให้สัมปทานเปิดป่าในพื้นที่บ้านร่มเกศเพื่อแบ่งสรรที่ดินในการเลี้ยงชีพให้กับผู้เข้าร่วมปรับปรุงชาติไทย โดยเป็นโครงงานเปิดป่าของกองกองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับอ.อ.ป. ได้ให้เอกชนเข้ามาทำสัมปทานป่าดง ผู้ได้รับสัมปทานเป็น บริษัทจังหวัดอุตรดิตถ์มอเตอร์เวิร์ค รวมทั้งบริษัทรุ่งน่าอัศจรรย์ทำไม้

ในรอบๆที่มีการเปิดป่าทำไม้ ทางการไทยได้มอบหมายให้หน่วยสอดแนมรอคุ้มกันดูแลความมั่นคงยั่งยืนในพื้นที่ ถัดมา กองทัพภาคที่ 3 ถอนกำลังออกมาจากบ้านร่มเกศ ส่งให้กรมหน่วยสอดแนมที่ 34 รับผิดชอบพื้นที่นี้ต่อ โดยกรมหน่วยสอดแนมที่ 34 ได้จัดกองร้อยหน่วยสอดแนมที่ 3405 เป็นหน่วยหลักสำหรับในการตั้งฐานที่มั่นดูแลบ้านร่มเกศนับตั้งแต่นั้น

ความไม่ถูกกันระหว่างไทยกับลาวเริ่มเคร่งเคลียดหนัก เมื่อข้างไทยได้เข้าไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบๆนี้ ซึ่งทำให้ลาวไม่สบอารมณ์ เนื่ิองจากในตอนนั้นมีการพบว่าแม่น้ำเหืองมีสองสายกระตุ้นให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนขึ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อสัญญาการปักปันชายแดนของประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสเมื่อ พุทธศักราช 2450 ที่กำหนดให้ใช้แม่น้ำเหืองเป็นเส้นเขตแดน โดยต่างข้างต่างก็ถือสิทธิ์ในพื้นที่รอบๆบ้านร่มเกศเพื่อประโยชน์ของข้างตนเป็นหลัก

สนามรบร่มเกศ
ก่อนหน้าที่จะกำเนิดสนามรบร่มเกศ ไทยรวมทั้งลาวเคยขัดแย้งกันหัวข้อการอ้างพรมแดนของ 3 หมู่บ้านรอบๆชายแดนที่อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อ พุทธศักราช 2527 กระทั่งเป็นเหตุให้เกิดการเผชิญหน้ากันทางการทหารขึ้น เรื่องราวคราวนี้จบลงด้วยการเจราจาหยุดยิง แม้กระนั้นไม่สามารถที่จะสรุปได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นของข้างใด ซึ่งทำให้ความเกี่ยวพันระหว่างไทยรวมทั้งลาวไม่ดี

xoslot

รวมทั้งตามที่ไทยเข้าไปทำสัมปทานป่าดงในพื้นที่ทับซ้อนบ้านร่มเกศ ทหารลาวก็เลยมีความรู้สึกว่าไทยล่วงล้ำชายแดนลาว จนกระทั่งในวันที่ 31 เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2530 ทหารลาวได้เข้าจู่โจมแคมป์คนงานบริษัททำไม้ ทำให้คนงานเสียชีวิต 1 คน รถไถนาเสียหาย 3 คัน รถยนต์จิ๊บเสียหาย 1 คัน กองร้อยหน่วยสอดแนมที่ 3405 ก็เลยได้จัดกำลังเข้าช่วยเหลือ ทหารไทยปะทะกับทหารลาว ผลของการปะทะทำให้ทหารไทยเจ็บ 3 นาย ในช่วงเวลาที่ทหารลาวไม่มีรายงานการสูญเสีย

ถัดมาความเครียดระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประชาชนในอำเภอท้องนาแห้ว จังหวัดเลย ซึ่งเป็นหลักที่ใกล้เคียงกับบ้านร่มเกศ เข้าไปทำทำการเกษตรรอบๆชายแดนซึ่งลาวอ้างถึงว่ารุกล้ำชายแดนลาว ทหารลาวจับกุมตัวประชาชนไทยไป 7 คน โดยแต่ว่าสามารถหนีพ้นมาได้ 1 คน ถูกยิงเสียชีวิต 1 คน นายอำเภอทุ่งนาแห้วบากบั่นสนทนากับทางการลาว โดยลาวยื่นข้อเสนอให้คนประเทศไทยเซ็นสารภาพการรุกรานชายแดนลาว แต่ว่าข้างไทยไม่ยินยอม ก็เลยโดนจับจับตัวที่ประเทศลาว

8 ส.ค. พุทธศักราช 2530 กองร้อยหน่วยสอดแนมที่ 3405 ปะทะกับทหารลาวราว 200-300 คน รอบๆฐานที่มั่นบ้านร่มเกศ ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ส่วนทหารลาวเสียชีวิต 11 คน เหตุการณ์ไม่น่าไว้วางใจก็เลยเริ่มเสริมกำลังเพิ่มมากขึ้น โดยกองทัพภาคที่ 3 ส่งกองพันทหารม้าที่ 7 มาเป็นอย่างยิ่งเสริมเพิ่ม ก่อนที่จะส่งภารกิจให้กำลังหน่วยสอดแนมเล่นงาน ค่ายปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ปริมาณ 5 กองร้อย เข้าดำเนินการในพื้นที่ รวมทั้งนับจากก.ย.ถึงเดือนตุลาคม หน่วยสอดแนมโจมตีได้เที่ยวตรวจและก็มีการยิงปะทะกันตลอดมา

การเผชิญหน้าเริ่มร้ายแรงขึ้นเมื่อทหารไทยเที่ยวตรวจเจอทหารลาวเข้ามาตั้งกองกำลังในอาณาเขตไทย ก็เลยเริ่มดำเนินการ “การทำสงครามสอยดาว 01” เพื่อเพียรพยายามส่งเสริมทหารลาว ด้วยการเสริมกำลังจากกองร้อยทหารปืนใหญ่ แต่ว่าทหารลาวอยู่ในจุดเป็นต่อเชิงที่มีความสำคัญในการรบมากยิ่งกว่า ปฏิบัติงานนี้ก็เลยไม่เป็นผลสำเร็จเท่าไรนัก ได้เพียงแค่ตรึงกำลังประจันหน้ากันอยู่

แล้วก็นับจากตอนต้นพ.ย.ถึงธันวาคม พุทธศักราช 2530 ยังไม่อาจจะส่งเสริมทหารลาวได้ ทั้งยังเที่ยวตรวจพบว่า ทหารลาวได้ตั้งฐานปฏิบัติการบนเนิน 1428, 1182, 1370 รวมทั้ง 905 อย่างเข้มแข็ง ข้างไทยก็เลยเริ่มทำการ “การทำสงครามสอยดาว 02” ด้วยการช่วยส่งเสริมกำลังทหารจากกองพันทหารม้าที่ 18 อีกหนึ่งกองพัน และก็มีเป้าหมายสำคัญสำหรับการสนับสนุนทหารลาวออกไป

ไปสู่มกราคม พุทธศักราช 2531 การเผชิญหน้ากันเริ่มทวีความร้ายแรงขึ้น ทหารไทยบากบั่นส่งเสริมทหารลาวอย่างมาก แต่ว่าเพราะทหารลาวปฏิบัติงานบนจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าทหารไทย และก็ได้รับการส่งเสริมจากประเทศที่ 3 การเผชิญหน้าก็เลยเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

ถัดมา ทหารไทยได้ยึดพื้นที่ได้กว่า 70% เหลือเพียงแค่รอบๆเนิน 1428 แล้วก็ 1182 และก็เนินใกล้เคียง 3-4 เนิน ทหารไทยเพียรพยายามบุกยึดเนินที่เหลือโดยได้รับการผลักดันการจู่โจมจากเรือบิน เอฟ 5 อี แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะยึดได้น่าฟังเสียเปรียบด้านตำแหน่งที่ตั้งและก็ทหารลาวได้วางกับดักระเบิดหลายชิ้น

พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุดและก็ผบ.ทบ. ก็เลยได้อนุมัติให้กองทัพทำรุกออกนอกเมืองไทยได้ และก็ประกาศว่าจะทำทุกแนวทางให้ศัตรูออกมาจากพื้นที่ โดยจะใช้แนวทางแบบปรปักษ์ โน่นเป็นไม่สนใจขอบเขตของการรบแล้วก็กลยุทธ์ โดยพูดว่า

เครดิตฟรี

“เป็นที่ปรากฏชัดเจนโดยแจ่มแจ้งแล้วครับว่า ประเทศลาวก็ตาม ประเทศที่ส่งเสริมก็ตาม ได้เลือกใช้แนวทางปฏิบัติทุกหนทาง วิถีทางที่กำลังใช้อยู่เวลานี้ก็ได้มีการแทรกซึมเข้ามาเป็นจำนวนไม่น้อย เข้ามาในพื้นที่ของพวกเราแล้วก่อปัญหาต่างๆให้แก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนประเทศไทยโดยปกติ…พวกเราจะปลดปล่อยให้เหตุการณ์นี้นานมากไปมิได้ แต่ว่าพวกเราจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบศัตรู ก็คือไม่คิดถึงขอบเขตรวมทั้งกรรมวิธีการทั้งนั้น ซึ่งทัพบกจะเริ่มปฏิบัติงานในลักษณะสุดกำลังในช่วงเวลาที่จะถึงนี้”

กองทัพภาคที่ 3 มีคำบัญชาให้กองพลทหารบกที่ 4 จัดกำลัง 1 กองพันทหารบก เข้าเสริมกำลังในพื้นที่ จนกระทั่งวันที่ 1 ก.พ. พุทธศักราช 2531 ทัพบกไทยได้ตกลงใจเพิ่มความร้ายแรงของทำการ โดยทุ่มกำลังจู่โจมป้อมปราการทหารลาวอย่างมาก และการส่งเสริมทางอากาศจากทัพอากาศ ถัดมาทัพบกรายงานว่า ได้ยึดเนิน 1370 แล้วก็ 1146 ไว้ได้ แม้กระนั้นเนิน 1428 ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญนั้นยึดได้เพียงแค่เล็กน้อย แล้วก็กำลังรวมกำลังเข้าจู่โจมอย่างมากเพื่อจะครอบครองให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เนิน 1428 นับว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการรบที่บ้านร่มเกศ เนื่องจากว่าทหารลาวสามารถใช้ปืนทุกหมวดหมู่ยิงลงมาได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็น ปืนกล อาร์พีจี ระเบิดมือ เวลาที่ทหารไทยจำเป็นต้องไต่เนินบุกขึ้นไป ก็เลยเสียเปรียบอย่างยิ่ง

การเผชิญหน้ากันแล้วทำให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียอย่างมาก ข้างไทยส่งพลลาดตระเวน ทหารปืนใหญ่ รวมทั้งหน่วยสอดแนม แล้วก็กองทัพภาคที่ 3 เสริมกองพันทหารม้าอีก 1 กองพันรุกเพื่อยึดเนิน 1428 แม้ว่าจะได้รับการผลักดันและสนับสนุนจากทัพอากาศ แต่ว่าทหารลาวใช้ปืนต้านอากาศยานแล้วก็จรวดแซมยิง เรือบิน เอฟ-5 อี และก็โอวี 10 ของไทยตกอย่างละ 1 ลำ

เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างไม่มีท่าทีว่าข้างใดจะได้รับชัยอย่างเบ็ดเสร็จ จนถึง พล.อ.เกรียงศักดา ชมะนันทน์ อดีตกาลนายกฯ รวมทั้งนายสกุล พลนิกร สมัยก่อนรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปประเทศลาวอย่างเงียบๆเข้าหานายไกรสอน พรหมวิหาร นายกฯลาว เพื่อปูทางสนทนาหยุดยิง

ถัดมา วันที่ 16-17 เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2531 ผู้แทนของทั้งสองฝ่ายดังเช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุดและก็ผบ.ทบ. รวมทั้งพล.อ.สีสะหวาด แก้วบุนพัน ประธานแผนกเสนาธิการทหารสูงสุด กองทัพราษฎรลาว เปิดสนทนากันที่ศูนย์บัญชาการทัพอากาศ และก็ได้กติกาให้หยุดยิงเวลา 08.00 น. ของวันที่ 19 ก.พ. พุทธศักราช 2531

สล็อต xo

สนามรบร่มเกศ (รูปภาพที่นำมาจากหนังสือ นักสู้เลือดไทย)
สนามรบร่มเกศในมุมมองลาว
เรื่องที่บ้านร่มเกศ ข้างลาวเรียกว่า “เหตุการณ์บ่อแตน” มูลเหตุสำคัญของความไม่ลงรอยกันในสนามรบบ้านร่มเกศเป็นการถือแผนที่แล้วก็แปลความข้อตกลงกันคนละอย่าง ไทยยึดเอาแม่น้ำเหืองที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเมี่ยงว่าเป็นแม่น้ำเหืองงานั้นเป็นเส้นเขตแดน แม้กระนั้นเวลาที่ลาวเห็นว่าแม่น้ำเหืองงาสายนั้นเป็นเพียงแค่ลำธารสาขาของแม่น้ำเหืองที่ลาวใช้เป็นเส้นเขตแดน

โดยหนังสือพิมพ์ “เวียงจันใหม่” ของลาวเห็นว่า การที่ไทยเอาแม่น้ำเหืองงาเป็นเส้นเขตแดนนั้น “เป็นการเสกสันปั้นแต่งขึ้นมาของคนกุ่มหนึ่งในวงกานกำอำที่นาดไท ที่เดินตามแนวความคิดไทใหญ่” ซึ่งแม่น้ำเหืองงานั้นอยู่ห่างจากเส้นเขตแดนของลาวเข้ามาในดินแดนลาว 8-10 กิโล ซึ่งลาวการันตีว่าไม่มีเอกสารตามข้อตกลงใดที่กล่าวว่าใช้แม่น้ำเหืองงาเป็นเส้นเขตแดน

สำหรับเพื่อการทำสัมปทานป่าดงนั้น แน่ๆว่าลาวจำเป็นต้องจัดว่าไทยเข้ามาทำป่าดงในพื้นที่ของตนเองและก็เป็นการรุกล้ำหาผลประโยชน์โดยผิดกฎหมายลาว อย่างเช่นหนังสือพิมพ์เวียงจันใหม่ของลาวได้บอกว่า

“ตามข่าวสารจากเขตแดน ผู้บันชากานกองทัพพากสามของไทย ได้สมคบคิดกับพวกพ่อค้าไม้ไม่มีอารยธรรมลักเข้ามาลอบตัดไม้ในดินแดนลาว ขนเข้าไปในดินแดนไท เพื่อคุ้มครองปกป้องพวกขะบวนการขโมยลอบตัดไม้กองทัพพากลำดับที่สามของไท ก็เลยตั้งขึ้นค่ายทะหานเสือป่า (คงจะซึ่งก็คือฐานที่มั่นของหน่วยสอดแนม 3405 ที่บ้านร่มเกศ -วิศวนพคุณ ขว้างลสาร, 2552) ขึ้นเพื่อคุ้มครองผนปะโหยด ของพ่อค้าไม้ไม่มีอารยธรรมดังที่กล่าวมาแล้ว”

ส่วนการตั้งบ้านร่มเกศที่มีชาวม้งเป็นส่วนมากนั้น ลาวเห็นว่าชาวม้งกลุ่มนี้เป็นกรุ๊ปที่เคยต้านทานรัฐบาลลาว เมื่อมาตั้งหลักแหล่งอยู่แถวนี้ ก็เลยนับว่าเป็นภัยรุกรามความยั่งยืนและมั่นคงต่อลาว ทั้งการที่ไทยตัดถนนสาย 1268 เลาะชายแดนรวมทั้งผ่านบ้านร่มเกศ ยิ่งทำให้ลาวสนใจกับบ้านร่มเกศเป็นอย่างมาก ตามที่พิธีกรกระทรวงการต่างประเทศลาวแถลงเมื่อมกราคม พุทธศักราช 2531 ความว่า

“กองทัพภาคที่ 3 ของไทย ได้นำเอาพวกม้งที่เป็นอดี

Share This Post

Zero WordPress Theme by WPExplorer Powered by WordPress